
ปกของญี่ปุ่น

อันนี้ของเมื่องไทย
หลังจากซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือเมื่อปีที่แล้วพึงจะได้ฤษก์อ่านจบซักทีอยากบอกว่า "เจ๋ง"มากๆ หวังว่าเราคงไม่อ่านช้าไปนะเหอะๆ.....
บันได 13 ขั้นปริศนาจากแดนประหาร เล่มนี้เป็นผลงานของ ทาคาโนะ คะซุอากิ เป็นนิยายแนวสืบสวนสอบสวนที่น่าสนใจเลยทีเดียว ยอมรับว่าดำเนินเรื่องได้ไม่น่าเบื่อ มีจุดที่หักมุมและน่าตื่นเต้นที่ทำให้คุณวางมันไม่ลงเลยทีเดียว(หวังว่าคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นนะ) ในเรื่องได้สอดแทรกเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการประหารการอนุมัติลงโทษประหาร เกี่ยวชีวิตของนักโทษและผู้ที่ถูกการปล่อยตัวชั่วคราว อีกทั้งยังสะท้อนสิ่งที่แอบแฝงอยู่เบื่องหลังของคำที่เราชอบเรียกร้องกันก็คือ "ความยุติธรรม" ได้อย่างลงตัวและไม่น่าเบื่ออีกด้วย
คำเตื่อน-มีการอ้างถึงตอนจบของเนื้อเรื่องบางส่วนในบทความข้างล่างนี้นะ
เรื่องนี้ได้กล่าวถึงการที่ จุนอิจิ นักโทษ ฆ่าคนโดยไม่เจตนาได้รับการปล่อยตัวล่วงหน้าออกมาก่อนและได้ร่วมมือกับ นันโก อดีตผู้คุมที่ต่างก็มีแผลในจิตใจเกี่ยวกับการประหารนักโทษที่เขาเฝ้า คิดว่าสิ่งที่เขาทำไปถูกต้องแล้วหรือ ทั้งคู่ได้ร่วมมือกันช่วยสืบหาความจริงเพื่อช่วยเหลือ นักโทษประการ คิฮาระ เรียว ผู้ที่จะถูกประหารทั้งๆที่ตนเองจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจำได้แต่เพียง "บันได" ซึ่งมันเป็นเพียงสิ่งที่เขานึกออกแค่นั้น โดยทั้งคู่จะได้รับการเเลกเปลี่ยนกับเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนที่สูง และ จุนอิจิก็ต้องการมันมาใช้เป็นค่าทำขวัญที่ครอบครัวผู้ตายเรียกร้อง แต่จุดที่ดูเป็นจุดเล็กๆแต่ก็ทำให้เข้าต้องใช้ความกล้าที่จะร่วมมือเพราะ ที่เกิดเหตุ คือจังหวัดที่เขาเคยต้องโทษคดีหนีออกจากบ้านกับแฟนสาว ที่มีเบื่องหลังที่เขาไม่อยากนึกถึง หลังจากสืบไปเรื่อยๆก็พบเงื่อนงำมากมายและพยามยามหาหลักฐานแข่งกับเวลา เพราะ คิฮาระอาจถูกประหารเมื่อไหร่ก็ได้ ความสนุกมันไม่ได้อยู่แค่นั้นเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาทำไปมันก็คือกับดักที่มีผู้วางไว้ให้เขาเดินเข้ามานั้นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วแม้จะสามารถช่วยได้ แต่มันก็ต้องสูญเสียในสิ่งหลายๆอย่างไปและเรื่องราวหลายปีก่อนที่ จุนอิจิได้ทำมันก็ถูกเปิดเผยออกมาจนทำให้คุณอาจมองว่าสิ่งที่เขาได้รับมันเพียงพอหรือยัง หรือผู้ตายสมควรตายแล้วกับการที่เขาได้ทำให้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียไป โดยไม่แยแสกับใครหน้าไหน ซึ่งสะท้องสิ่งสำคัญที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นยังมีความโหดร้ายและเบื่องหลังอีกมากมาย
การที่จะเสนออนุมัติลงโทษนักโทษประหาร หรือ นักโทษแดน 0 นั้นนักโทษจะถูกกักขังเดี่ยวและห้ามเยี่ยมยกเว้นทนาย และคนใกล้ชิดบางคนเท่านั้น และจะต้องเสนอชื่อผ่านคนสำคัญในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ถึง 13 คนเหมือนกับการที่นักโทษเดินขึ้นบันไดลานประหาร 13 ขั้น ซึ้งการที่จะผ่านไปแต่ละขั้นต้องใช้เวลานานไม่สามารถบอกเวลาแน่นอนได้ นักโทษทุกคนจึงอาจถูกประหารได้ทุกเมื่อ ทุกวันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่จะมีคนมารับนั้นก็คือวาระสุดท้ายของคนๆนั้นได้มาถึงแล้วนั้นเอง เมื่ออ่านจบทุกคนอาจอื่งถึงฉากของการประหาร และการประหาร ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าก็แค่นั้นเองนิ มันสาสมแล้ว แต่ถ้าคุณได้ทราบถึงเบื่องหลังของคดี เบื่องหลังของการประหารว่าความรู้สึกของผู้ที่ทำการประหาร หรือพนักงานราชทัณฑ์ที่ต้องประหารคน ความรู้สึกของการสูญเสียของคนที่อยู่ หรือความแค้นของครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่เฝ้ามองว่ามันสมควรแล้ว หรือมันน้อยไปด้วยซ้ำ แต่สำหรับผู้ที่สำนึกผิดได้บางคนอาจจะโชคดีได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาดำรงชีวิตอยู่ภายนอก หรือไม่ก็ไม่มีวันนั้นเลย ซึ่งการดำรงชีวิตที่เหลืออยู่เป็นเรื่องสำคัญ และต้องอาศัยความอดทนมาก เพราะคำว่าคนๆนี้เคยฆ่าคนหรือเคยเข้าคุกมันอาจทำให้คนข้างๆคนผวาและมองคุณด้วยสายตาไม่พึงประสงค์ อีกทั้งยังมีความเคียดเเค้นของญาติของผู้ตายที่ต้องทุกข์ทรมานกับการสูญเสียคนที่รักและต้องถูกซักถามเกี่ยวกับคดีมากมาย การที่ต้องคอยตอบคำถามนักข่าว ผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างๆซึ่งมันคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกที่เต็มไปด้วยความวุนวาย ซึ่งเราต้องยอมรับและชื่นชมว่า ผู้ประหารเป็นผูที่เสียสละมากเพราะถ้าเข้าไม่เข้ามาลงมือ ก็จะมีการตั้งศาลเตี้ยลงโทษกันเองและคงไม่วายตามมาด้วยการแก้แค้น และชีวิตที่ต้องสูญเสียอีกมากมาย มีถ้อยคำน่าคิดที่พระเอกได้เขียนไว้ตอนจบว่า "ใครจะเป็นผู้ชดใช้ ถึงแม้มีการฟ้องร้องคดีเพ่ง เงินจำนวนน้อยนิดภายใต้ชื่อเงินทำขวัญก็ไม่สามารถซื้อจิตใจของยูริกลับมา บาดแผลทางร่างกายเท่านั้นที่ถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ส่วนจิตใจคนที่บอบช้ำกลับถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีผู้เหลียวแล" "กฎหมายถูกต้องแล้วหรือครับกฎหมายที่ให้ความเท่าเทียวจริงๆหรือ คนเลวไม่ว่าเป็นคนที่มีหรือไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ คนฉลาดหรือคนโง่ คนรวยหรือคนจน ถูกพิพากษาลงโทษอย่างถูกต้องสมควรแก่ความผิดที่ก่อจริง" ซึ่งเราต้องอาศัยกฎหมายมาช่วยตัดสินแก้ปัญหาความวุ่นวายพวกนี้แม้กระบวนการยังมีจุดบกพร่องและเรื่องที่เราไม่รู้มากมาย แต่ถ้าไม่มีกฎหมายก็คงจะเป็นโลกที่วุ่นวายน่าดู ถ้าทุกคนสามารถเข้าถึงรสพระธรรมและละความโลภ โกรธ หลง อาฆาต ได้ โลกเราคงจะสงบและไม่ต้องมีปํญหาแบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน
ที่ชอบก็เพราะวิธีการดำเนินเรื่องของบันได 13 ขั้นฯ น่าสนใจมากค่ะ มันเป็นการเดินไปข้างหน้าเพื่อค้นหาความจริงทั้งที่เกี่ยวกับตัวเอกเอง และสิ่งที่อดีตพัสดีคนนั้นต้องการค้นหา นอกจากนี้เราว่าการนำเสนอตัวละครของเรื่องนี้ก็มีมิติใช้ได้ ส่วนที่ว่าไม่แน่ใจว่าจะชอบหรือไม่ เพราะว่าหนังสือเล่มนี้ยังปรับเอาข้อเท็จจริงเรื่องข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาใส่ในเนื้อเรื่องได้ไม่ค่อยเนียนนัก ทำให้เนื้อหาส่วนนั้นดูโดดๆ ไม่กลมกลืนไปกับเนื้อเรื่องเท่าที่ควร (เมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือหลายๆ เล่มที่มีการยกเอาเหตุการณ์หรือข้อกฎหมายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เช่น เครดิตมรณะของคุณมิยาเบะ มิยูกิ)