book

2006/Sep/25

"ข้าพเจ้าเอาชีวิตไปหั่นในเหมืองแร่เสีย 4 ปีเต็ม

4 ปีที่คนธรรมดาจะเรียนมหาวิทยาลัยจบสบาย แต่ไม่มีปริญญาจะให้

4 ปีที่ผ่านไป จึงเป็นแต่ความหลังที่มีทั้งความภูมิใจและอับอาย"

อาจินต์ ปัญจพรรค์

ไม่อยากบอกว่า ผมพึ่งเหมืองแร่จบแหละ ทั้งๆที่หนังก็ออกโรงไปตั้งนานแล้ว ซื้อมาตั้งนานแล้ว หนังก็ดูจากแผ่นเรียบร้อยแล้ว แต่มันก็อุตสาห์เป้นชีวิตของคุณอาจินต์ ปัญจพรรค์เชียวนะ แสดงว่ามันต้องมีอะไรดีแน่ๆ ผมคิดแบบนั้น

เหมืองแร่เป็นเรื่องราวของ อาจินต์ นิสิตที่ถูกรีไทร์จากคณะวิศวะกรรมศาสร์ จุฬาฯ ตอนปี 2 ได้ออกเดินทางลงใต้ ไปทำงานในเหมืองแร่ที่พ่อฝากงานไว้ให้ ตอนแรกไปเป็นช่างตีเหล็ก ซึ่งเขาได้ทำงานจนเส้นเลือดฝอยในลำคอแตก ซึ่งอันเนื่องมาจากการหักโหมในงานที่เกินกำลังของเขาเอง แม้รับค่าแรงมาแล้วก็ยังไม่พอกับค่ายาที่เสียไป พ่อเขาจึงฝากเขาเข้าทำงานที่เหมืองแร่แห่งใหม่โดยฝากเขาเข้าทำงานใน ออฟฟิสของเหมืองแร่แทนที่ไปใช้แรงงานหนักเช่นเดิม ซึ่งที่เหมืองแห่งใหม่นี้ นายฝรั่งผู้คุมเหมือง ได้ให้โอกาสเขาเรียนรู้งานในหน้าที่ต่างๆ ไม่ว่าในออฟฟิส หรือบนเรือขุด แม้ว่าตำแหน่งเขาจะเป็นแค่ช่างแผนที่แต่ นายฝรั่งก็ให้โอกาสเขาเขาทำงานในตำแหน่งต่างๆเมือคนเดิมลาหยุดไป 4 ปีในเหมืองแร่ที่ห่างไกลความเจริญนี้ เขาได้เรียนรู้หน้าที่การงาน การใช้ชีวิต การเอาตัวรอดในสังคม การพึงพาซึ่งกันและกัน และสิ่งต่างๆมากมาย แม้สุดท้ายแล้ว เหมืองแร่แห่งนี้จะล่ม แต่เหมืองแร่ที่ยังอยู่ในใจของเขายังไม่ตายจากไป เพราะเหมืองแร่แห่งนี้เป็นมหาลัยแห่งชีวิตที่เขาได้เข้ามาศึกษา จนเราขนานนามมันได้ว่า"มหาลัยเหมืองแร่"

ไหนๆอ่านจบแล้วผมก็เลยเอาเรื่องเกี่ยวกับมันมาฝาก(นานๆจะมาสาระกับคนอื่นเสียทีนะเราเหอะๆ)

แหล่งแร่ดีบุก

โดยทั่วไปแล้ว แหล่งแร่ดีบุกจะมีการเกิดได้ 3 แบบ

  1. เกิดจากน้ำร้อน ซึ่งเป็นส่วนทีเหลือจากแมกมาหรือหินหนืดที่พุ่งตัวขึ้นมาบนผิวโลก ซึ่งจะมีดีบุกปนอยู่
  2. เกิดจากการสะสม โดยการที่น้ำพัดพาแร่มาตกทับถมกันตามบริเวณเชิงเขา ทางน้ำเช่นห้วยลารชายทะเล แอ่งหรือที่ลุ่มต่างๆ จนเกิดเป็นลานแร่ ซึ่จะมีร่าตุหลายชนิด
  3. เกิดจากหล่งน้ำใต้ดิน พัดพาเอาเศษแร่ต่างๆมารวตามรอยแตกของหินหรือตามถ้ำ ตามโพรงต่างๆ

สำหรับในประเทศไทยแล้วจะเกิดจากการสะสมเป็นลานแร่ โดยสินแร่ที่พบส่วนมากเป็นชนิดCassiterite(SnO2) อาราเขตของแหล่งแร่ที่สำคัญที่สุดคือบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีทางภาคทางภาคตะวันตกตลอดแนวเหนือใต้ของภาคใต้ทั้งหมด ถึงชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะในจังหวัด ระนอง พังงา และภูเก็ต

ลักษณะปกติของแร่ดีบุกตามธรรมชาติ เป็นก้อนแข็งคล้ายหิน มีความแข็งคล้ายหินเขี้ยวหนุมาน ส่วนใหญ่มีสีเทาดำ เมื่อขูดจะเกิดรอยสีขาว เผาไฟไม่ละลาย ต้องป่นเป็นผงผสมกับถ่านหลอมออกมาจะได้เนื้อหรือโลหะดีบุก เป็นก้อนกลมเล็ก มีสีขาวเกือบเงิน ถ้าขัดจะมีสีเหลืองเจือเป็นเงา เงาจะจางไปถ้ามีตะกั่ว สารหนู พลวง บิสมัธหรือโลหะอื่นปน มีทั้งความเหนียวและความอ่อน แข็งกว่าตะกั่วแต่อ่อนกว่าเงิน อาจตีออกเป็นแผ่นได้โดยไม่ต้องเผาไฟ ถ้าหลอมให้ละลายผิวบนจะกลายเป็นออกไซด์ของดีบุก

ปัจจุบันดีบุกได้นำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ได้แก่ ใช้เคลือบผิวเหล็ก ที่เราเรียกเหล็กวิลาด เคลือบทองแดง ทองเหลือเพื่อกันการเกิดสนิม ใช้ผสมกับตะกั่วทำโลหะบัดกรี ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตกระป๋อง ใช้ผสมโลหะอัลลอย ใช้ในการผลิดกระดาษฟรอย และใช้เป็นสารเคมีในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ

วีธีการทำเหมืองแร่ดีบุก

ในประเทศไทยมีอยู่10 วิธีด้วยกันแม้ในปัจจุบันจะหาดูได้ยากแล้วก็ตาม

1. เหมืองครา(Hill mining) ได้แก่การทำหมองแร่บนไหล่เขา โดยการทำรางน้ำพาน้ำมาตามไหล่เขาจากที่สูง ให้น้ำไหลชะบนหลังแร่ หินผุที่กลายเป็นดินไหลเลยไป คนงานจะช่วยงัดเอาหินให้พังลงไปในที่รองรับแร่ซึ่งเป็นบ่อขุด ล้างแล้วเอาหินดินทรายออก เลือกเก็บเอาแต่เนื้อแร่ การทำเหมืองชนิดนี้ใช้คนงานน้อย จึงได้กำไรมาก แต่จึงเป็นอันตรายแก่ป่าและพื้นที่เพาะปลูกใกล้เคียงเนื่องจากการพังทลายของดินทราย จะต้องหาที่ขังมูลดินไว้ก่อน

2. เหมืองปล่อง(Driffing)หรือเหมืองรู(Shaft Mining) คนทั่วไปนิยมเรียกว่าเหมืองขุด คือการทำเหมืองในลานแร่ โดยขุดเป็นรุ หลุมหรือปล่องลงไปจนถึงชั้นกระสะแร่(ชั้นที่มีแร่มาก) ต้องใช้ไม้หรือเสากันดินพัง แล้วล้วงหรือกว้านดินที่มีแร่ปนอยู่ขึ้นมาล้างด้วยรางกู่แร่หรืออุปกรณ์อย่างอื่น การทำเหมืองชนิดนี้มีอันตรายมากจากการพังทลายของดินมีน้ำใต้ดินมากทำให้ดินยุ้ยงายและต้องสูบน้ำออกอยู่เสมอ

3. เหมืองหาบ(Opencast or Open Pit Mining) ได้แก่การทำเหมืองโดยใช้แรงงานคนขุดเปิดเปลือกดิน ต้องใช้คนจำนวนมาก หาบดินขึ้นลงติดต่อกันเป็นแถวเพื่อนำไปเทในรางแร่ แยกเอาเนื้อแร่ออก ซึ้งเมื่อก่อนใช้เครื่องมือแค่ ชะแลงกับบุ้งกี๋

4. เหมืองแล่น (Ground Slucing) คือการทำเหมืองในลานแร่ที่อยู่บนเนินหรือไหล่เขา ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นขุด ใช้พลังน้ำ พังดินทรายปนแร่ลงมาสู่รางกู้แร่หรืออุปกรณ์แต่งแร่อย่างอื่น เดิมชาวบ้านนิยมใช้วิธีนี้เพราะสามารถทำได้ภายในครอบครัว แต่ทำให้สูญเสียแร่ไปกับมูลดินมาก

5. เหมืองสูบ(Gravel Pumping)เป็นการทำเหมืองแล่นที่ดันแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศเช่นใช้น้ำน้อย ใช้เครื่องสูบทราย ซึ่งจะสูบเอาดินทรายปนแร่ขึ้นมาเพื่อร้างแร่ วิธีนี้เป็นที่นิยมในระยะหลังเพราะมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

6. เหมืองฉีด (Hydraulicking) เป็นวิธีการทำเหมืองแร่ที่ค้องการน้ำที่มีปริมาณมาก และมีแรงดันสูง เพื่อพังดินทรายปนแร่ออกมา ต้องใช้กระบอกฉีดหรือเครื่องฉีดดูด ดูดดินทรายปนแร่เพื่อล้างและแยกเอาเนื้อแร่

7. เหมืองเจาะงัน(Gophering Hole)เป็นการทำเหมืองแร่แบบพื้นเมืองไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือเครื่องจักร จึงทำลึกเข้าไปใต้ดินได้ไม่เกิน 10 เมตร เพราะจะไม่มีอากาศหายใจเป็นการเสี่ยงอันตราย แล้วนำหินปนแร่จากสายแร่ขึ้นมาล้าง วิธีนี้ไม่นิยมทำ

8. เหมืองเรือขุด(Dredging)คือการทำเหมืองที่ใช้อุปกรณ์และเครื่องจักรต่างๆ เช่นเครื่องตัก เครื่องสูบ ตั้งบนเรือหรือทุ่นใช้ได้ทั้งในน้ำและบนบก เรือขุดมีด้วยกันหลายแบบ เช่นเรือขุดอย่างใช้ถังเป็นสายโซ่ตักดิน(Bucket Dredge) แบบใช้ช้อนแบน(Shovel Dredge) ช้อนงุ้ม(Spoon Dredge) แบบถังหรือหย่อนขึ้นลงเป็นครั้งๆไป (Dipper Dredge) และเรื่อขุดแบบก้ามปูหรือหอยแครง (Grab Dredge) การทำเรือขุดใช้เงินลงทุนสูงมาก ต้องเป็นแหล่งลานแร่ขนาดใหญ่ เปิดเหมืองได้ไม่ต่ำกว่า 25 ปี จากเรืองมหาลัยเหมืองแร่ก็ใช้วิธีนี้

9. เหมืองเรือสูบ(Sucting Boat) เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการทำเหมืองแร่ในทะเลใกล้ชายฝั่ง โดยใช้ใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์การทำเหมืองแร่ติดตั้งบนเรือหรือแพใช้เครื่องสูบทราย ขนาดของท่อสูบใหญ่กว่าเหมืองเรือขุด

10.เหมืองอุโมงค์(Underground Mining) เป็นการทำเหมืองแร่ใต้ดินขนาดใหญ่ที่ทางแร่หรือแหล่งแร่เป็นแบบอื่นซึ่งไม่ใช่ลานแร่ พัฒนามาจากวิธีการทำเหมืองเจาะงัน ต้องใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่ที่ทันสมัย เช่น เครื่องเจาะระเบิด รถตัก รถลำเลียงแร่และต้องมีโรงบดและแยกแร่ ใช้เงินทุนสูงมาก จึงต้องมีการสำรวจและตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนดำเนินงาน

จาก ศิลปากร,กรม. ถลาง ภูเก็ต และชายฝั่งทะเลอันดามัน. อมริทร์ พริ้นติ้ง. 2532


เริ่มแรกที่อ่านซึ่งตอนแรกนั้นเป็นเพราะกระแสนิยมส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากความหนาของมันทำให้ผมหยุดอ่านไปหลายรอบ ผมอยากบอกว่าแม้เรื่องมันดูธรรมดาแต่มันได้สอดแทรกชีวิตของคนๆหนึ่ง ซึ่งมันเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ แล้วเราไม่สามารถไปอยู่ตรงจุดนั้นเพื่อจะรับรู้ถึงแง่คิดที่เราจะได้จากมัน ผมยอมรับว่ามันเป็นหนังสือเล่มนึงที่คนไทยควรอ่านเลยละครับ ผมยอมรับว่าเหมืองแร่ คำคำนี้มันมีความหมายมากกว่าหนังสือ มากกว่าความหมายของมันเอง เนื่องจากชีวิตของผมเกิดมาในที่ๆเจริยรุ่งเรื่องมาเพราะแร่ดีบุกบรรพบุรุษของผมมาจากเมืองจีนมาเหมืองแร่ดีบุก เริ่มจากกรรมกรจนได้เป็นนายเหมือง จนได้สร้างบ้านที่ผมอยู่ เลี้ยงดูคุณปู่และคุณพ่อผม แม้มันฟังดูอ่าจห่างไกลจากความเป็นจริง แต่จังหวัดของผม(ภูเก็ต)ก็เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราเหมืองแร่ดีบุกนี้แหละ เหมืองแร่ดีบุก ไม่ได้อยู่ในใจของคุณอาจินต์เพียงอย่างเดียว แต่มันยังอยู่ในใจของลูกหลานชาวไทยและจีนหลายๆคนอีกด้วย และเหมืองแร่ยังนั้นเป็นอนุสรณ์สอนคนถึงความอดทนแก่เราว่าคนที่เป็นกรรมกรยังสามารถประสบความสำเร็จเป็นนายเหมืองได้ เพราะฉะนั้นเราควรจะอดทนสู้ต่อไปจริงใหม ?


edit @ 2006/09/25 16:56:56

2006/May/10

ปกของญี่ปุ่น

อันนี้ของเมื่องไทย

หลังจากซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือเมื่อปีที่แล้วพึงจะได้ฤษก์อ่านจบซักทีอยากบอกว่า "เจ๋ง"มากๆ หวังว่าเราคงไม่อ่านช้าไปนะเหอะๆ.....

บันได 13 ขั้นปริศนาจากแดนประหาร เล่มนี้เป็นผลงานของ ทาคาโนะ คะซุอากิ เป็นนิยายแนวสืบสวนสอบสวนที่น่าสนใจเลยทีเดียว ยอมรับว่าดำเนินเรื่องได้ไม่น่าเบื่อ มีจุดที่หักมุมและน่าตื่นเต้นที่ทำให้คุณวางมันไม่ลงเลยทีเดียว(หวังว่าคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นนะ) ในเรื่องได้สอดแทรกเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการประหารการอนุมัติลงโทษประหาร เกี่ยวชีวิตของนักโทษและผู้ที่ถูกการปล่อยตัวชั่วคราว อีกทั้งยังสะท้อนสิ่งที่แอบแฝงอยู่เบื่องหลังของคำที่เราชอบเรียกร้องกันก็คือ "ความยุติธรรม" ได้อย่างลงตัวและไม่น่าเบื่ออีกด้วย

คำเตื่อน-มีการอ้างถึงตอนจบของเนื้อเรื่องบางส่วนในบทความข้างล่างนี้นะ

เรื่องนี้ได้กล่าวถึงการที่ จุนอิจิ นักโทษ ฆ่าคนโดยไม่เจตนาได้รับการปล่อยตัวล่วงหน้าออกมาก่อนและได้ร่วมมือกับ นันโก อดีตผู้คุมที่ต่างก็มีแผลในจิตใจเกี่ยวกับการประหารนักโทษที่เขาเฝ้า คิดว่าสิ่งที่เขาทำไปถูกต้องแล้วหรือ ทั้งคู่ได้ร่วมมือกันช่วยสืบหาความจริงเพื่อช่วยเหลือ นักโทษประการ คิฮาระ เรียว ผู้ที่จะถูกประหารทั้งๆที่ตนเองจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจำได้แต่เพียง "บันได" ซึ่งมันเป็นเพียงสิ่งที่เขานึกออกแค่นั้น โดยทั้งคู่จะได้รับการเเลกเปลี่ยนกับเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นจำนวนที่สูง และ จุนอิจิก็ต้องการมันมาใช้เป็นค่าทำขวัญที่ครอบครัวผู้ตายเรียกร้อง แต่จุดที่ดูเป็นจุดเล็กๆแต่ก็ทำให้เข้าต้องใช้ความกล้าที่จะร่วมมือเพราะ ที่เกิดเหตุ คือจังหวัดที่เขาเคยต้องโทษคดีหนีออกจากบ้านกับแฟนสาว ที่มีเบื่องหลังที่เขาไม่อยากนึกถึง หลังจากสืบไปเรื่อยๆก็พบเงื่อนงำมากมายและพยามยามหาหลักฐานแข่งกับเวลา เพราะ คิฮาระอาจถูกประหารเมื่อไหร่ก็ได้ ความสนุกมันไม่ได้อยู่แค่นั้นเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาทำไปมันก็คือกับดักที่มีผู้วางไว้ให้เขาเดินเข้ามานั้นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วแม้จะสามารถช่วยได้ แต่มันก็ต้องสูญเสียในสิ่งหลายๆอย่างไปและเรื่องราวหลายปีก่อนที่ จุนอิจิได้ทำมันก็ถูกเปิดเผยออกมาจนทำให้คุณอาจมองว่าสิ่งที่เขาได้รับมันเพียงพอหรือยัง หรือผู้ตายสมควรตายแล้วกับการที่เขาได้ทำให้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียไป โดยไม่แยแสกับใครหน้าไหน ซึ่งสะท้องสิ่งสำคัญที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นยังมีความโหดร้ายและเบื่องหลังอีกมากมาย


การที่จะเสนออนุมัติลงโทษนักโทษประหาร หรือ นักโทษแดน 0 นั้นนักโทษจะถูกกักขังเดี่ยวและห้ามเยี่ยมยกเว้นทนาย และคนใกล้ชิดบางคนเท่านั้น และจะต้องเสนอชื่อผ่านคนสำคัญในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ถึง 13 คนเหมือนกับการที่นักโทษเดินขึ้นบันไดลานประหาร 13 ขั้น ซึ้งการที่จะผ่านไปแต่ละขั้นต้องใช้เวลานานไม่สามารถบอกเวลาแน่นอนได้ นักโทษทุกคนจึงอาจถูกประหารได้ทุกเมื่อ ทุกวันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่จะมีคนมารับนั้นก็คือวาระสุดท้ายของคนๆนั้นได้มาถึงแล้วนั้นเอง เมื่ออ่านจบทุกคนอาจอื่งถึงฉากของการประหาร และการประหาร ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าก็แค่นั้นเองนิ มันสาสมแล้ว แต่ถ้าคุณได้ทราบถึงเบื่องหลังของคดี เบื่องหลังของการประหารว่าความรู้สึกของผู้ที่ทำการประหาร หรือพนักงานราชทัณฑ์ที่ต้องประหารคน ความรู้สึกของการสูญเสียของคนที่อยู่ หรือความแค้นของครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่เฝ้ามองว่ามันสมควรแล้ว หรือมันน้อยไปด้วยซ้ำ แต่สำหรับผู้ที่สำนึกผิดได้บางคนอาจจะโชคดีได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาดำรงชีวิตอยู่ภายนอก หรือไม่ก็ไม่มีวันนั้นเลย ซึ่งการดำรงชีวิตที่เหลืออยู่เป็นเรื่องสำคัญ และต้องอาศัยความอดทนมาก เพราะคำว่าคนๆนี้เคยฆ่าคนหรือเคยเข้าคุกมันอาจทำให้คนข้างๆคนผวาและมองคุณด้วยสายตาไม่พึงประสงค์ อีกทั้งยังมีความเคียดเเค้นของญาติของผู้ตายที่ต้องทุกข์ทรมานกับการสูญเสียคนที่รักและต้องถูกซักถามเกี่ยวกับคดีมากมาย การที่ต้องคอยตอบคำถามนักข่าว ผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่างๆซึ่งมันคงไม่ต่างอะไรกับการตกนรกที่เต็มไปด้วยความวุนวาย ซึ่งเราต้องยอมรับและชื่นชมว่า ผู้ประหารเป็นผูที่เสียสละมากเพราะถ้าเข้าไม่เข้ามาลงมือ ก็จะมีการตั้งศาลเตี้ยลงโทษกันเองและคงไม่วายตามมาด้วยการแก้แค้น และชีวิตที่ต้องสูญเสียอีกมากมาย มีถ้อยคำน่าคิดที่พระเอกได้เขียนไว้ตอนจบว่า "ใครจะเป็นผู้ชดใช้ ถึงแม้มีการฟ้องร้องคดีเพ่ง เงินจำนวนน้อยนิดภายใต้ชื่อเงินทำขวัญก็ไม่สามารถซื้อจิตใจของยูริกลับมา บาดแผลทางร่างกายเท่านั้นที่ถือเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ส่วนจิตใจคนที่บอบช้ำกลับถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีผู้เหลียวแล" "กฎหมายถูกต้องแล้วหรือครับกฎหมายที่ให้ความเท่าเทียวจริงๆหรือ คนเลวไม่ว่าเป็นคนที่มีหรือไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ คนฉลาดหรือคนโง่ คนรวยหรือคนจน ถูกพิพากษาลงโทษอย่างถูกต้องสมควรแก่ความผิดที่ก่อจริง" ซึ่งเราต้องอาศัยกฎหมายมาช่วยตัดสินแก้ปัญหาความวุ่นวายพวกนี้แม้กระบวนการยังมีจุดบกพร่องและเรื่องที่เราไม่รู้มากมาย แต่ถ้าไม่มีกฎหมายก็คงจะเป็นโลกที่วุ่นวายน่าดู ถ้าทุกคนสามารถเข้าถึงรสพระธรรมและละความโลภ โกรธ หลง อาฆาต ได้ โลกเราคงจะสงบและไม่ต้องมีปํญหาแบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน