diary

ตอนนี้ก็กลับมาได้ 2 อาทิตย์แล้วครับ หลังจากไปบวชมา 35 วัน แล้วก็ถือศีลตอนเป็นนาคอีก 10 วัน ชีวิตตอนบวชก็มีอารายแปลกๆดีนะครับหลายๆคนอาจจะสงสัยว่ากิจวัตรประจำวันเป็นยังไงบ้างใช่ใหมเดี่ยวเรามาเริ่มกันเป็นฉากๆดีกว่า เดียวๆๆเรามาเริ่มตรงที่ไปบวชที่ไหนก่อนดีกว่า ก็ผมไปบวชอยู่ที่วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จังหวัดอุดรธานี เป็นวัดป่าธรรมยุติ สายหลวงปู่มั่น มีเนื้อที่พันกว่าไร หมู่บ้านแถวนั้นบรรยากาศแบบว่าชนบทจริงๆไม่ใช่แบบที่เขาเรียกว่าชานเมือง คนแถวนั้นก็จะศรัทธาในพระศาสนามากๆตอนเช้า ก็ถ้าสังเกตดีๆจะมีคนแก่ คนหนุ่ม คนสาว เด็กน้อย มาใส่บาตร เข้าวัตร มาเป็นเด็กวัด เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นข้าวก้นบาตรจริงๆ แบบชนิดที่ว่าพระฉันเหลือแล้วเด็กๆก็นำมาใส่ถาดกินกัน แล้วเมื่อเด็กๆกินกันแล้วก็จะนเศษอาหารไปให้หมูป่า ซึ่งทางวัดอนุรักษ์ไว้ ในวัดไม่ได้มีแค่หมูป่าอย่างเดียว ยังมีลิง ชะนี(ชื่อคุณสมชาย) เก้ง นกเป็ดน้ำและสัตว์อีกหลายชนิด ซึ่งทางวัดจะมีเนื่อที่ป่าหลายๆแบบ มีทั้งเนินเขาเล็กๆ บึง ห้วย ป่าสัก ป่าดิบชื้น(แบบต้นไม้สูงๆ) ป่าโปร่ง มีต้นไม้หลายชนิดบ้างต้นสูงมาเลย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีกุฏิ หรือร้าน(กุฏิแบบเล็ก) อยู่กระจายทั่วไป ที่สำคัญมันไม่มีไฟฟ้านะ จะมีก็จะเป็นโซนหน้าๆด้านนอกเสียมากกว่า หลังๆก็ต้องจุดเทียนเอา ซึ่งเพื่อที่จะได้ดำรงชีวิตแบบพระป่ากรรมฐานจริง ไม่ได้ยึดติดกับทางโลก เรามาเริ่มที่ชีวิตตอนเป็นนาคกันดีกว่านะครับ

ก่อนอื่นนาคนั้นก็คือผู้จะมาบวชเป็นพระซึ้งจะต้องเข้ามาเตรียมตัวที่จะบวชคือถือศีลแปด ท่องคำบวช แล้วก้เรียนรู้ชีวิตที่จะต้องเผชิญในวันข้างหน้า เริ่มตั้งแต่ข้อวัตร คือตื่นลงมาช่วยจัดศาลาตั้งแต่ ตี 5โดยเราต้องมาเตรียมที่นั้งของเราเอง ซึ่งจะนั้งอยู่ข้างล่างพระ (เราต้องกินแบบพระเลยนะคือที่นี้จะใช่มือ และแก้วเท่านั้น โดยกินข้าวจากโคมซึ่งเราใช้แทนบาตร จะกินอะไรก็หยิบใส่บาตรซึ่งพระจะเฉลี่ยๆแจกให้แล้ว ถ้าเป็นน้ำก็ต้องรินใส่แก้ว แบบว่าถ้าจะกินอารานที่เป็นน้ำใช้แก้วใสหมด ไม่ว่าจะเป็นนม ของหวาน แกงจืดแกงอะนะ) การกินนี้ก็ไม่ได้ง่ายๆเลยเราต้องเตรียมตัวที่จะเป็นพระทุกอย่างเรียนรู้กฎข้อห้ามทั้งหลายเกี่ยวกับการกิน เช่นห้ามกัดอาหาร ห้ามกินหก เป็นต้นเล่น เอาแบบว่างงไปเลยสำหรับของแปลกๆ ที่สำคัญ ถ้ามีพวกของใสจานมาเราต้องตักใส่บาตรก่อนๆ ไม่ใช่จะตักใส่ปากเลยนะ หลังจากจัดที่นั้งก็ไปกวาดลานวัด แล้วก็ตามบิณฑบาตร แล้วก็มารอกินพร้อมพระ ประมาณ 8 โมงได้ เมื่อกินเสร็จ ก็ยกโคมออกมาให้เด็กๆถ่ายอาหารที่เหลือออกเป็นข้าวก้นบาตร(คือว่าไม่ว่าอาหารจะมากหรือน้อยพระจะต้องฉันให้เหลือไว้เป็นการทำทานกับสรพสัตว์) แล้วเราก็จะไปล้างโคมที่โรงล้างบาตร แล้วก็มาเช็ดจากนั้นก็คว่ำไว้ แล้วก็จะปล่อยให้ทำธุระส่วนตัว เช่นซักผ้า กวาดที่พัก จากนั้นเวลาบ่ายโมงครึ่งก็จะไปดื่มน้ำปานะ พวกน้ำผลไม้ที่ไม่มีกากต่างๆ แล้วก็โกโก้ กาแฟ แต่ไม่มีนมนะเพราะเขาถือว่าเป็นอาหาร ที่วัดมีของแปลกๆมากเลยเช่น เนย เนยกวน ชีส น้ำปานะแปลกๆ(มะไฟ มะยม มะตูม ชมพู่ ละมุด มะขาม มะนาว ส้ม)หลายคนอาจงงว่าพระฉันเนยได้อย่างไร เพราะพระพุทธเจ้าบัญญัติว่าเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย(ก็พวกน้ำตาลทั้งหลายรวมไปด้วย)เป็นเภสัช 5 รับประเคนแล้วฉันได้ 7 วัน ถ้าเป็นปานะจะเก็บได้ วันเดียวก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อาหารคือพวกที่มีกากทั้งหลายก็ได้แค่เที่ยงเอง แต่ยาจะเก็บได้ตลอดไปนะ พอดื่มน้ำเสร็จ ก็รอบ่าย 3 ช่วยกวาดลานวัด ถูศาลาแล้วก็เช็ดจานซึ้งพอเสร็จก็จากลับมาอาบน้ำ รอไปเตรียมตัวท่องคำบวช แล้วก็หลังจากนั้น ก็แล้วแต่ว่าจะนั้งสมาธิ เดินจงกรม อ่านหนังสือ หรือนอน ชีวิตนาคก็ถือว่าสำคัญนะเพราะเป็นการเรียนรู้ถึงเพศบรรพชิตว่าจะต้องเป็นอย่างไรนะ เพระบางคนอาจจะมองข้ามไปได้

เดี่ยวมาต่อภาค 2 กัน


edit @ 2006/05/05 02:21:11
edit @ 2006/05/10 01:21:04


เอารูปมาลง

ต้นไม้ในวัด

ป้ายหน้าวัด

พี่สาวรอบิณฑบาตร

รู้สึกมันก็อยากจะบิณฯด้วยอะนะ

.......

เหอะๆ


edit @ 2006/05/20 03:18:17

ต่อนบวชก็บวชตอนเช้าแบบง่ายๆไม่มีอะไรมากมายมีแค่อัฐบริขาร ครบและท่องคำบวชได้ก็โอเคเเล้วแรกๆเราอาจจะนึกว่าก็มีกิจวัตรเหมือนเดิมเพียงแต่เราบวชเป็นพระที่ต้องมีศีลมากกว่าชาวบ้านเท่านั้น แต่จริงๆแล้วพระต้องเป็นผู้อยู่ตรงกลางระหว่างความดีและความชั่วนั้นคือวางตัวเป็นกลางตั้งตัวอยู่ในอุเบกขา เป็นผู้สงบ ตอนที่เราเป็นพระอยู่พอมีชาวบ้านมากราบ ญาติๆมากราบแล้วเราก็รู้สึกว่าเรายังไม่มีความดีอะไรในตัวที่มีค่าเพียงพอแก่การกราบไหว้นั้น เพียงพอต่อข้าวแต่ละก้อนที่เขาใส่บาตรมา ทำให้ต้องรับรู้ว่าเราควรทำศีลให้บริสุทธิ ตั้งใจปฏิบัติบำเพ็ญภาวนามากๆ แต่เป็นเรื่องน่าแปลกที่เราไปอยู่ในป่าแม้เราจะอยู่คนเดียวแต่เราก็ยังรู้สึกว้าวุ่นมากมายทำอย่างไรก็ไม่สงบ เพราะใจเราไปยึดติดกับสิ่งโน้นสิ่งนี้ซึ่งถ้าเราปล่อยวางได้มันก็จะสงบลงมาเอง ซึ่งจุดนี้ถ้าเราลองมาพิจารณาดูดีๆแล้วมันก็คือชีวิตมนุย์ที่น่าเบื่อหน่ายดีๆนี้เอง ที่ต้องเกิดมายินดียินร้ายในเรื่องต่างๆทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง และเกี่ยวกับตัวเองก็ตาม การที่คนเราเกิดมานั้นถ้าเราเกิดมาโดยที่ต้องมาเจอแบบนี้อีกซ้ำกี่กัลป์ก็ไม่สามารถบอกได้ คิดแล้วก็วุ่นวายจิตใจสู้ตั้งตนอยู่ในอุเบกขาแล้วก็ตั้งใจภาวนา ให้มีสติและปัญญาเพื่อเป็นหนทางแห่งการหลุดพ้นที่แท้จริง.... แอะรู้สึกจะนอกเรื่องมากไปหน่อยจริงๆแล้วก็การบวชมันทำให้เราเห็นอะไรในสิ่งต่างๆมากมายซึ่งตามปกติแล้วเราอาจมองข้ามไปซึ่งบ้างครั้งผมก็คิดตั้งแต่สึกมาว่าเราบวชแล้วได้อะไรมาบ้างเผื่อคนอื่นจะถามซึ่งก็ตอบยากดีนะครับ แม้ผมยังตอบมันไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้บวชเพื่อทดแทนพระคุณของคุณพ่อคุณแม่แล้วครังนึง


edit @ 2006/05/10 01:20:48


เพิ่มรูป

นี้คือสบงนะ

รูปนี้ ถ่ายก่อนสึกไม่มีวัน

อันนี้วันบวช...ก่อนบวช

บวชแล้ว

กุฏิที่อยู่

รังผึ้งข้างๆ

ข้างใน

โดม กะเทียน

ทางจงกรม

บรรยากาศรอบๆ

ทางเดินข้างใน


edit @ 2006/05/20 03:26:46

กว่าจะได้อัพ มันช่างยาวนานเหลือเกินรู้สึกจะครบอาทิตย์แล้วพึงจะได้โพสมันเอง ทำไมชีวิตนักศึกษามันช่างมืดมนอะไรเช่นนี้(ยังไม่รวมกะ web ล่มอีกนะ)เหอะๆ มาเริ่มเรื่องของเราดีก่า ก็เราก็แอบตกใจว่าเพื่อนเราเป็น 1 ในทีมเขียนบทเลยนะ แต่พอมานึกดูอีกรอบก็พบถึงความแก่ของเราเองว่า ก็เขาอยู่ปี3 ขึ้นปี 4 แล้วนะ แล้วเราก็รู้สึกว่าจะจองบัตรช้าไป มากๆเพราะได้นั่งชั้น 2 แถวริมอีกต่างหาก และแล้ววันที่ ที่ จะไปดู เราก็ตื่น 10 โมงจนสุดท้ายก็ต้องขึ้นรถ taxi ไปเนื่องจากไปไม่ทัน พลามซะนานมาพูดถึงเนื้อเรื่องกันดีกว่า หวังว่าหลายๆคนคงไปดูมานะ ฉากสวยมากๆเลย
เริ่มเรื่องได้แปลกแหวกแนวมากตอนแรก นึกว่าไปดูผิดเรื่องซะแล้ว แต่ก็พาเข้าสู่เนื้อเรื่องแบบว่าทำงงเลยที่เดียวว่ามันมาปนได้ไงเนีย ก็แบบโพลมาปี2499ณ ตรอกไบเล่มีการประกวดร้องเพลง ซึ่งชเยนทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับพี่แดง ไบเล่เป็นผู้ประกวด แต่แล้วก็เกิดการตีกันของ พี่ปุ๊ ระเบิดขวด กับพี่แดงไบเล่ระหว่างที่กำลังห้ามทัพอยู่นั้น ชเยนทร์ก็ได้หลงเข้ามายังโลกปัจจุบัน ณ โรงละคร Muolin Rouge ซึ้งเขาได้รับความช่วยเหลือจากพี่ยาม(เริ่มเกี่ยวกับ Moulin Rouge แล้วนะ) หลังจากฟื้น ชเยนทร์ก็ไม่รู้จะไปไหนดี ประกอบโรงละครขาดพระเอกไปทำให้ ชเยนทร์ได้มาเป็นพระเอก Moulin Rouge จนได้ แต่ถ้ามันเป็นแบบ ธรรมดามันคงไม่ใช่ละครถาปัดหรอกจริงไหม ผมว่าต้องไปดูเองถึงจะฮา (โดยเฉพาะฉากเปิดตัวนางเอก ที่นั้นชิงช้าลงมา แต่เป็นชิงชาปลอมอะนะ)เนื้อเรื่องที่เหลือก็คล้ายๆกับ Moulin Rouge แต่จะมีสีสันและมุข ที่ต่างออกไป แต่ก็ขอชมว่านำจุดเด่น ของหนัง มาทำเป็นละครเวทีได้ดีมาก สำหรับเราที่ชอบเรื่องนี้มากๆก็คิดว่าเก็บจุดเด่นของเรื่องได้เกือบหมดเลย โดยเฉพาะเพลง ต่างๆที่นำมาร้อง เพลงเมดเลย์ และที่ผมชอบมากซึ้งจนน้ำตาซึม คือเพลงจบที่ แซนดี้ร้องกับชเยนทร์ (ถ้าไม่ขำมุขซะก่อนนะ..) แบบว่าอารมณ์ให้มากๆเลย และตอนจบก็ยอมรับว่าหักมุมจนนึกไม่ถึงด้วย ส่วนจะเป็นอย่างไรก็ขออุบละกันนะ