movie

ก่อนอื่นผมขอออกตัวว่าผมไม่ได้ตั้งใจที่จะลบหลู่ศาสนาใดๆนะครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นในแง่มุมของผม ถ้าผิดพลาดอะไรก็ขออภัยมา ณ ที่นี้นะครับ ตอนแรกที่ผมได้ยินชื่อผมก็ว่า แปลกดี ซึ่งในงานสัปดาห์หนังสือครั้งนั้น ขายดีมากๆเลย จนผมได้อ่านก็ยอมรับว่าสนุกมาก ชวนให้ติดตามจนจบเรื่องได้อย่างรวดเร็ว ผมว่ามันสนุกกว่าในหนังนะ เพราะเราสามารถจิตนาการถึงเนื้อเรื่องและสิ่งต่างๆได้ดีกว่าหนัง(เพราะมันเป็นในแบบที่เราอยากให้มันเป็นไง) และก็เห็นในรายละเอียดของเรื่อง ได้เยอะกว่า แต่ผมก็ว่าถ้าพูดถึงแค่หนังอย่างเดียวก็ถือว่าเป็นหนังที่สนุกเลยละ แต่มันอาจจะเป้นแนวเสียดสีศาสนา และแบบว่าเป็นหนังที่ไม่ได้อิงจากความเป็นจริงมาเท่าที่ควร ถ้าเราคิดว่าดูเพื่อความสนุกทุกอย่างก็จบแล้ว คงไม่ใช่ รหัสลับบรรลือโลกได้ถึงขนาดนี้นะหลายคนคงได้อ่านบทวิจารณ์ต่างๆมามากมายแล้ว ซึ่งในบางเรื่องผมคิดว่ามันทำให้เราเริ่มตื่นตัว กับประวัติศาสตร์ในหลายๆแง่ เช่น จักรพรรดิคอนสแตนติน อัศวินทางศาสนา(แอบจำชื่อไม่ได้) Gospel ประวัติพระเยซู ภาพวาดต่างๆมากมาย พิพิธภัณฑ์ลูฟ ทำให้เราได้รู้จักมันมากขึ้น ผมอยากบอกว่า หลังจากที่ได้อ่าน Angle & Demon แล้วด้วย(แบบว่าอ่านก่อนที่ สมเด็จพระสันตปาปา จะเสียชีวิตแปบเดียว ทำให้ผมเข้าใจการเลือก pope ใหม่อย่างมาก) มันทำให้ผมสนใจ ในคริสตศาสนามากขึ้นด้วย แม้ผมไม่ได้นับถือคริสต์ แต่ผมก็ไม่ได้ลบหลู่ ผมสามารถไปดูPassion of the Christ แล้วน้ำตาซึม(แอบร้องเลยละ) ซึ่งผมยอมรับก็พูดไม่ได้เติมปากเพราะผมไม่ได้ศึกษาถึงพระคัมภีร์โดยละเอียด แม้ในเนื้อหาทั้งสองเรื่อง จะพาดพิงถึงคริสตจักรเป็นอย่างมาก ผมว่าถ้าเราเข้าใจว่าคริสตศาสนาสอนอะไร เราก็จะอ่านมันได้โดยไม่ได้มองในบางเรื่องผิดไปมันเป็นแค่นิยายเองนะ จะเอาไปอ้างอิงอะไรได้ ถ้าคนที่ได้อ่านแล้วคงทราบว่ามันมีแง่ลบยังไงบ้าง ผมได้ยินในหนังคำที่ แลงดอนพูด กับโซฟีย์ ก่อนจบเรื่องที่ว่า(ไม่แน่ใจว่าถูกไหมนะ)"แม้พระองค์ จะเป็นแค่มนุษย์ หรือจะมีภรรยา แต่พระองค์ก็สร้างความอัศจรรย์ให้ผมได้" ถ้าจะให้พูดแนวศาสนา ก็คือ "ไม่ว่าพระองค์จะเป็นใคร แต่พระองค์ก็สามารถสร้างศรัทธาให้ผมได้นั้นเอง" ถ้าผมเป็นแลงดอนผมก็ยังคงมีศรัทธาต่อพระเยซูต่อไป แม้จะเจอเหตุการณ์ต่างๆมากมายขณะนั้น แต่มันก็ต้องมีปัญหาอยู่วันยังคำเพราะเราทุกคนคงยอมรับว่า สมัยเด็กๆ เมื่อดูการ์ตูนหรือละครที่เราชอบซักเรื่อง เราก็มักจะคิดว่า เรื่องนี้มันมีจริงๆนะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ (เช่นคนที่ดูโดเรม่อน ก็คงจะคิดว่ามีทามแมชชีน จริงๆ) ผมว่าสิ่งที่ต้องทำก็คือการชี้แจงถึงเรื่องที่ถูกต้อง ก็กลับมาสู่หลักการวิทยาศาสตร์ที่ว่า เราต้องพิสูจน์ก่อนไงถึงจะยอมรับความคิดนั้นได้
สุดท้ายก็อยากย้ำว่า มันก็เป็นแค่นิยายนะ เรามาสนุกกับมันดีกว่า อย่าไปคิดมากกับมันเลย .............ไม่ใช่หลักศิลาจารึกหรือบันทึกฟาโรซะหน่อย (ถ้าเป็นคงสนุกแน่ เหอๆ)
PS. ลืมไป อยากบอกว่า แดน บราวน์ เขียนเรื่องได้สนุกดีนะถ้ามองมันเป็นแค่นิยายนะ

(คำเตือน:อาจมีเนื้อเรืองบางส่วนหลุดลอดออกมาในบทความนี้นะครับ)

คราวนี้ไปดูมาจริงๆแล้วนะ รอบ 5 ทุ่ม ก็หลอนใช้ได้เลยละ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอมาพูดถึงหน่อยละกัน

the omen รู้สึกว่าครั้งนี้จะนำมาทำเป็นครั้งที่ 2 นะ เริ่มด้วยการพูดถึงคำทำนายในพระคัมภีร์ว่าจะมีผู้ที่จะต่อต้านพระคริสต์เกิดขึ้นในโลก หลังจากพบดาวหางที่เคยปรากฏมาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต และในวันที่ 6/6 แคทเธอรีนภรรยาของ โรเบิร์ต ธอร์น ได้สูญเสียลูกชายตอนคลอด และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก ขณะที่โรเบิร์ตมาเพื่อพบหน้าลูก ก็พบข่าวร้ายที่ว่านี้ แล้วเขาก็ได้ทราบว่า ในเวลาเดียวกัน ได้มีแม่ลูกอีกคู่ที่ ลูกมีชีวิตรอดแต่แม่ได้เสียชีวิตไป เขาจึงรับเดเมี่ยนมาเลี้ยงโดยที่ แคทเธอรีนไม่ได้รู้ความจริงนี้เลย เรื่องวุ่นๆก็เกิดขึ้นเมื่อหลังจากที่เขาได้ย้ายมายังอังกฤษ พี่เลียงของ เดเมี่ยน ก็เกิดกระโดดผูกคอตายโดยที่ไม่มีสาเหตุ เขาจึงต้องรับพี่เลี่ยงคนใหม่ ซึ่งเอาใจใส่ดูแล แบบออกหน้าออกตามากหลังจากนั้นก็เกิดเรื่องวุ่นขึ้นมากมาย ..... ......จนแคทเธอรีนเริ่มสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แล้วเรื่องมันยังไม่จบแค่นั้นมันยังมีอะไรอีกมากมาย ซึ่งก็อุบไว้ละกันสำหรับคนที่ยังไม่ดู แม้ผมคิดว่าการดำเนินเรื่องจะเนิบๆ ไปนิด แต่ฉากสยองขวัญนี้ใช้ได้เลยละ แถมเล่นสีแดง มากในหลายๆฉาก แม้ตอนจบก็อาจจะเป็นตามที่น่าจะคาดเดาได้ แต่ก็ทำเอาเราอึ้งไปหลายนาทีอยู่นะเนี้ย


edit @ 2006/06/09 14:46:23

ขอบ่นก่อนละกัน หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงสอบอันแสนโหดและน่าเบื่อมาได้ ก็ถึงวันที่รอคอยคือวันสอบเสร้จนั้นเองอะนะ ชีวิตก็วนเป็นloopแบบนี้อะนะ แรกเริ่มเราก็ไย่นข่าวว่าได้มีการถ่ายทำหนังที่ศาลายาชื่อตอนแรกคือ รักจังศาลายา ก็เหอะ แบบว่าไปถ่ายที่ MS หรือวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ศาลายา มหิดล ถ้าเป็นเด็กมหิดลคงไม่มีใครไม่รู้จัก ศาลายา อยากจะบอกเพื่อนว่า ศาลายา นั้นมันเป็นมากกว่าสถานที่เรียนเพราะมันยังมีความรู้สึกดี บรรยากาศที่พวกเราได้เรียนตอนปีหนึ่ง เมดที่น่ารัก(หรือน่าเตะ) เพราะหลายคนต้องอยู่หอแม้จะอยุ่กทม.ก็เถอะ หลายคนที่ต้องออกไปเรียนที่วิทยาเขตต่างจังหวัด คงเข้าใจดี อยากบอกว่าดูหนังเรื่องนี้แล้ว นึกถึงศาลายา มากๆ อะนะ แบบว่าเอะ มุมนี้มีด้วยเหรอ(ประมาณนั้น) หวังว่าหลายคนคงไปดูมาแล้วนะครับ


สำหรับเรื่องย่อผมว่าหลายคนคงอ่านมาแล้ว หรือว่าได้ดูมาแล้ว แต่โพสไว้หน่อยละกัน........

เริ่มเรื่องด้วย ป้อม เด็กนักเรียน ม.3 ผู้ที่ได้เข้ามาเรียนในโรงเรียนดนครีแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้มาเพราะรักมันหรอกนะ ตาม ผู้หญิงที่แอบชอบมาต่างหากนั้นก็คือดาว และด้วยพรสวรรค์ด้านการตีกลอง ก็ทำให้เขาเข้ามาได้ และได้พบกับ อ้อม ลูกสาวของเพื่อนของพ่อ เรื่องราวมันก็เริ่มสนุกก็เมื่อ ป้อมได้ทิ้งกลองชุดไปอยู่วงออเครสตรา ซึ่งมีดาวไปคนเล่นไวโอลิน (อ้อมตีฉาบก็เถอะ) และที่สำคัญเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ป้อมยังไม่ได้พ่อเขาเลย แต่ต่อมาป้อมได้รู้ว่า ดาว จะสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ฮังการี ป้อมก็เลยอยากตามไปด้วย ประกอบกับความสามารถที่มีอยู่มากมาย และอาจารย์ได้เคยชวนไว้แล้ว สิ่งที่หนังอยากให้ติดตามก็คือ เขาจะเลือกอย่างไร ทั้งความรัก และการเรียน?
หลังจากที่ได้ดูจบแล้ว มันก็ทำให้เรารู้สึกกลับไปเป็นเด็ก ม.ปลายตอนช่วงเอนท์ มากๆเลย เราก็อยากที่จะได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบและรักมันบ้าง แม้มันจะไม่มีโอกาสก็เถอะนะ ป้อม ก็เป็นตัวละครที่น่านับถือมาก เพราะกล้าทำตามหัวใจตนเอง ตามผู้หญิงไปเรียนดนตรี ซึ่งเป็นอาชีพที่หลายคนก็อยากเรียนแต่ก็ประสบปัญหา

ในหลายๆด้าน แต่เขาก็แอบพ่อไปเรียนซะงั้น จากเรื่องก็ได้สื่อในเราหลายๆคนรู้ว่า พ่อ แม่ ยังไงก็รักลูกเสมอ แม้บางครั้งเขาอาจจะอยากให้เราเป็นแบบโน้น แบบนั้น นั้นก็เพราะเขารักเรานั้นแหละนะ ในเรื่องเราประทับใจ เพลงประกอบมากๆ โดยเฉพาะ Four seasons ของVivaldi และเพลงฤดูที่แตกต่าง มากๆเลย เออ แล้วก็ตอนที่ซ้อมวงออเคสตรา ก็ข้อละลายซักทีได้ใหม(เราชอบเสียงCelloมากเลย) เพราะว่าเพลงก็เพราะ นางเองน่ารักซะ ขนาดนั้น เคยมีเพื่อนเราบอกว่า ดนตรีจะทำให้ผู้หญิงน่ารักขึ้น เราก็แอบเห็นด้วย และอีกทอนนึงที่ทำให้เรานำตาซึมเพราะ ฉากนางเอกเดี่ยว ไวโอลิน อะนะ เหอะ เพ้อมามาก ต่อๆๆ เนื้อเรื่องมันดูธรรมดา แต่หนังก็แสดงอารมณ์ให้ เราเคลิมไปกับ เสียงดนตรีในโรงเรียนที่สร้างเพื่อการเรียนดนตรีโดยเฉพาะ เราอาจจะเวอร์ไปบ้างเรื่องเพลง แต่มันก็เพราะจริงๆนะ อีกอย่างมันก็ได้สอนอีกว่า"ดนตรีไม่ได้เกิดจากการที่เราเอาเครื่องดนตรีมาเล่นๆ รวมๆกัน แต่มันต้องอาศัยอารมณ์ร่วม และใจที่เป็นหนึ่งเดียวและมันยังทำให้เกิดมิตรภาพดีขึ้นได้ด้วย" ฉากที่เลือกมา เรายอมรับว่าหามุมที่สวยๆมาได้เยอะมากขนานเราอยู่ศาลายามาสองปี บางฉากเรายังไปเคยเห็นเลย และเน้นอีกรอบว่านางเอกน่ารัก ทั้งคู่ เลยนะนี้

สุดท้ายเราขอฝากข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ว่า"ดนตรีมันให้อะไรเราได้มากกว่าเสียงของมัน อยู่ที่ว่าเรารู้สึกถึงสิ่งที่มันให้เราได้หรือเปล่า แค่นั้นเเหละ" และแม้มันอาจไม่เกี่ยวกันแต่เราก็อยากจะบอกว่า "แม้ว่าตอนนี้ เราอาจไม่ได้เรียนในสิ่งที่เรารักที่สุด ที่ที่อยากอยู่ที่สุด แต่เมื่อเรามาถึงจุดนี้ เราก็ควรจะทำมันให้ถึงที่สุดจริงใหม ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นดังฝันซะทุกเรื่องหรอกนะ แต่ถ้าเราพยายามเราก็สามารถทำความฝันนั้นให้เป็นความจริงได้ จริงใหม"